ฟรี
  • เมืองโบราณบ้านเมืองไผ่
    69 หมู่ 2 ต.เมืองไผ่ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ต.เมืองไผ่ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ 31160
    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา บุรีรัมย์ เขต 2

  • เมืองโบราณบ้านเมืองไผ่
    69 หมู่ 2 ต.เมืองไผ่ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ต.เมืองไผ่ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ 31160
    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา บุรีรัมย์ เขต 2

  • เจ้าพ่อบัวหลวง
    69 หมู่ 2 ต.เมืองไผ่ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ต.เมืองไผ่ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ 31160
    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา บุรีรัมย์ เขต 2

  • แห่ช้าง
    69 หมู่ 2 ต.เมืองไผ่ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ต.เมืองไผ่ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ 31160
    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา บุรีรัมย์ เขต 2

ประวัตเมืองโบราณบ้านเมืองไผ่

ชุมชนโบราณบ้านเมืองไผ่ พื้นที่อยู่ในความปกครองของหมู่ ๑ บ้านเมืองไผ่ และ หมู่ ๒ บ้านเมืองไผ่ถาวร
มีเนื้อที่ ๗๕๐๐ ไร่ แบ่งเป็น
          ๑. ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย     ๔๒๕  ไร่
          ๒. ที่กินเพื่อการเกษตร(ทำนา ทำสวน ทำไร่)  ๖๑๐๐ ไร่
          ๓. ที่สาธารณะ   ๙๗๕   ไร่
มีครัวเรือนทั้งหมด  ๓๖๕  ครัวเรือน และมีประชากรทั้งหมด ๑๕๖๑ คน แบ่งเป็น
  1. ประชากรชาย  ๘๐๑  คน
  2. ประชากรหญิง  ๖๕๑ คน
ที่ตั้ง
          อยู่ห่างจากอำเภอกระสัง ๙  กิโลเมตร ถนนเส้นหลักที่ใช้คือสายกระสัง - เมืองโพธิ์  เริ่มต้นที่หลังสถานีรถไฟอำเภอกระสัง  และห่างจากตัวจังหวัดบุรีรัมย์  ๒๔  กิโลเมตร ถนนเส้นหลักที่ใช้ เส้นเมืองไผ่ – ห้วยราช - บุรีรัมย์
ทิศเหนือ ติดบ้าน โคกสูง หมู่ที่ ๙ ต.ศรีภูมิ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์
ทิศใต้    ติดบ้านดอนยาว หมู่ที่ ๓  ต.กัณทรารมย์ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์
ทิศตะวันออก  ติดบ้านอโณทัยหมู่ที่ ๕  ต.เมืองไผ่ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์
ทิศตะวันตก  ติดบ้านบุตาแพง หมู่ที่ ๓ ต.เมืองไผ่ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์
ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ และประกอบอาชีพด้านการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ รองลงมาเป็นรับจ้างทั่วไป  เลี้ยงสัตว์  และข้าราชการ ตามลำดับ (ข้อมูลพื้นฐาน หมู่ ๑ ปี พ.ศ.๒๕๕๕ หมู่ ๒ ปี พ.ศ.๒๕๕๔)
 ชุมชนโบราณบ้านเมืองไผ่ คำว่า เมืองไผ่ ได้จากชื่อของต้นไม้ชนิดหนึ่งที่มีจำนวนมากในละแวกนี้  ไม่ใช่ต้นไม้ไผ่อย่างที่ใครๆเข้าใจกัน  ต้นไม้ชนิดนี้หายาก ในปัจจุบันยังหาไม่พบ ซึ่งสัญนิฐานว่าอาจจะสูญพันธุ์ไปแล้ว ชุมชนโบราณบ้านเมืองไผ่เป็นชุมชนโบราณที่มีอายุหลายร้อยปี
(นายสนีย์ อะภรรัมย์:๒๕๔๗) ชุมชนโบราณบ้านเมืองไผ่   เป็นชุมชนที่มีความเจริญรุ่งเรืองมานานกว่าร้อยปีมาแล้ว  จากหลักฐานการขุดพบโครงกระดูกของคนสมัยโบราณ  และโบราณวัตถุที่เป็นสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆในชีวิตประจำวันหลายอย่างหลายประเภทเป็นจำนวนมากมาย  ตลอดทั้งพบแหล่งโบราณที่ชำรุดเสียหายจนไม่เหลือร่องรอย และรูปเคารพลักษณะต่างๆ ทางลัทธิศาสนาพุทธที่ทำจากศิลาแลงหรือศิลาทราย  นาก  ทองสัมฤทธิ์  ตะกั่ว  และทองคำจำนวนมากมายหลายขนาด ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดได้แก่รูปเคารพยายสร็อม หรือยายสม แต่เป็นที่น่าเสียดายที่มีบุคคลที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือเป็นแก่ความมักง่าย ได้ทำลายโบราณสถานเพื่อจับจองที่ทำกิน  ส่วนโบราณวัตถุต่างๆได้ถูกขุดค้นขึ้นมาเพื่อจำหน่ายให้กับผู้ที่นิยมรับซื้อของเก่าไปจัดซื้อถึงที่  นับเป็นการสูญเสียมรดกอันล้ำค่าที่ไม่สามารถประมาณค่าได้ครั้งใหญ่ที่สุด

ภาพที่ ๑ ผังเมือง แนวการวางหลักเขตคูเมืองโบราณ ของกรมธนารักษ์ 
ลักษณะผังเมืองชุมชนบ้านเมืองไผ่ เป็นลักษณะของเมืองเก่า  เพราะมีคูน้ำและกำแพงดินล้อมรอบเมืองสามชั้น  เป็นชุมชนที่มีความเจริญรุ่งเรืองในสมัยขอมเรืองอำนาจ แต่ด้วยเหตุใดไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่า ทำไมจึงเป็นเมืองร้างที่ไร้ผู้คนมาอาศัยเป็นเวลาช้านาน  จวบจนกระทั้งได้มี ตาจัน ยายนู พร้อมด้วยบริวาร ได้อพยพถิ่นฐานมาพบเมืองร้าง ณ ที่แห่งนี้แล้วตั้งหลักปักฐานเป็นชุมชนกลุ่มแรกที่สามารถสืบทราบได้ว่า  อพยพมาจากเมืองไผทสมัน (จังหวัดสุรินทร์ ในปัจจุบัน) เพราะหลบหนีข้าศึกสงครามเมื่อปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา  จากการถูกข้าศึกชาติลาวรบกวน  เมื่อตั้งถิ่นฐานอยู่นั้น ก็พบเป็นสภาพของเมืองเป็นเมืองโบราณร้างผู้คนอาศัย  มีแต่เถาวัลย์ พืชพรรณน้อยใหญ่ปกคลุม  และอุดมไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด  เนื่องจากชุมชนแห่งนี้มีทำแลที่เหมาะสมในการอยู่อาศัยช่วงศึกสงคราม  นั่นคือมีสภาพที่เป็นเนินสูงน้ำท่วมไม่ถึง  พื้นที่โดยรอบเป็นที่ราบมีลำน้ำไหลผ่านสองสายซึ่งเหมาะแก่การเกษตรกรรมอันเป็นอาชีพหลักของชุมชน  ถัดจากนั้นก็เป็นป่าไม้ที่อุดมไปด้วยพันธุ์ไม่ และสัตว์ป่า ต่อมาทำให้มีผู้คนอพยพมาตั้งถิ่นฐานเพิ่มขึ้นอีกเป็นลำดับ  มีลูกหลานแยกครอบครัวทำมาหากินอยู่ต่างหากจนกลายเป็นชุมชนที่มีขนาดใหญ่ขึ้นตามลำดับ
ต่อมาได้มีพระธุดงค์ คือพระอาจารย์จันท์ ได้จาริกแสวงบุญมาปักกลด  และเผยแพร่พระพุทธศาสนา ณ บริเวณบ้านเมืองไผ่  ทำให้ชุมชนเมืองไผ่โดยการนำของตานาก ยายเอม ที่เป็นลูกหลานเชื้อสายของตาจัน ยายนู ซึ่งชาวบ้านให้ความเคารพนับถือมากในสมัยนั้น  มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก จึงได้เชิญชวนชาวบ้านในชุมชน  นิมนต์พระอาจารย์จันทร์ ให้จำอยู่ในหมู่บ้าน ณ สถานที่ที่จัดไว้ให้  เพื่อเป็นหลัดยึดเหนี่ยวจิตใจของชุมชนต่อไป  ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.๒๓๓๑ ได้ร่วมแรงรวมใจกันสร้างวัดจนแล้วเสร็จโดยตั้งชื่อว่า “วัดแจ้งเมืองไผ่” และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ ปี พ.ศ.๒๓๖๙ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
กรมธนารักษ์  สังกัดกระทรวงการคลัง เข้าสำรวจการกำหนดขอบเขตที่ดินกำแพงเมือง – คูเมือง เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๔ และทำทะเบียนขึ้น  เลขที่ทะเบียน ๒๖ – ๕  นับว่าชุมชนโบราณบ้านเมืองไผ่ ได้เป็นชุมชนเมืองโบราณที่ภาครัฐให้ความสนใจ นอกจากกรมธนารักษ์แล้ว  ยังมีหน่วยงานขององค์การบริหารส่วนตำบลเมืองไผ่ ในส่วนการศึกษา และคณะกรรมการหมู่บ้านในส่วนของคณะกรรมการด้านการอนุรักษ์โบราณวัตถุ และโบราณสถาน ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ ในการอนุรักษวัตถุโบราณ และโบราณสถาน  เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาข้นคว้าวิจัยในความเป็นมาเป็นไปของชุมชนโบราณแห่งนี้สืบทอดไป
หน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมท้องถิ่น  ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์  วิทยาลัยครูบุรีรัมย์ ได้โพสข้อความลงในอินเตอร์เน็ตว่า  ชุมชนโบราณ ตั้งอยู่ที่ชุมชนบ้านเมืองไผ่  ต.เมืองไผ่  อ.กระสัง  จ.บุรีรัมย์  มีลักษณะเป็นเนินดินสูงกว่าพื้นที่โดยรอบประมาณ 3 เมตร  พื้นที่โดยรอบชุมชนเป็นที่ราบ  มีลำน้ำล้อมรอบทุกด้าน  สำหรับผังเมืองชุมชนโบราณแหล่งนี้  มีลักษณะเป็นรูปวงรี  มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ 3 ชั้น  ปัจจุบันคูน้ำบางส่วนมีสภาพตื้นเขิน  บางส่วนได้รับการขุดลอกใหม่เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง  ชื่อชุมชนเรียกตามชื่อไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง  (ชื่ออะไร?) ซึ่งมีลักษณะคล้ายต้นขี้เหล็ก 
จากการสอบถามชาวบ้านทราบว่า เคยขุดพบโครงกระดูกและโบราณวัตถุที่เป็นสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เครื่องปั้นดินเผา  ทั้งที่เป็นแบบดินธรรมดาและเคลือบสีต่างๆ  พบรูปเคารพทางศาสนาทั้งที่ทำจากศิลาทรายและสำริด  ถาดสำริดสิ่งของเครื่องใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น กระดิ่งสำริด  เครื่องราชยานคานหาม เป็นต้น  แต่น่าเสียดายที่ถูกโจรกรรมไปหมดแล้ว  ภายในตัวเมืองพบใบเสมาหินขนาดใหญ่  สันนิษฐานว่าบริเวณนี้อาจเป็นวัดมาก่อน  นอกตัวเมืองทางด้านทิศใต้ห่างจากคูเมืองประมาณ 30 เมตร  มีเนินดินชาวบ้านเรียกว่า โนนยายสม  เคยมีศาสนสถานซึ่งชาวบ้านเรียกว่า
 "ปราสาทยายสม"  ภายในศาสนสถานเคยมีประติมากรรมรูปบุคคลตั้งอยู่บนแท่นศิวลึงค์  ปัจจุบันปราสาทยายสมถูกรื้อทำลายลงจนแทบไม่เห็นร่องรอยเดิม  ส่วนประติมากรรมก็ถูกโจรกรรมไปนานกว่า 30 ปีแล้ว
 
 
 
 
ภาพที่   รูปปั้นยายสม องค์ใหม่ทำจากปูน ซึ่งองค์เดิมที่ทำจากหินทรายแดงละเอียดถูกโจรกรรม
จากการขุดตรวจสอบทางโบราณคดีพบ ว่า ชุมชนแห่งนี้เป็นชุมชนโบราณในวัฒนธรรมยุคโลหะตอนปลาย  ซึ่งเทียบได้กับยุคโลหะตอนปลายของแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง  ซึ่งมีการกำหนดอายุไว้แล้ว (ช่วง 300 ปี ก่อนคริสต์ศตวรรษ ถึง ค.ศ. 200)  เป็นชุมชนที่รู้จักการถลุงเหล็กเพื่อผลิตเป็นอาวุธ เช่น ใบหอก  ขวาน  และรู้จักผลิตเครื่องสำริด  รู้จักใช้ควายเป็นเครื่องทุ่นแรงในการกสิกรรม  และยังมีความสามารถในการผลิตเครื่องปั้นดินเผาแบบต่างๆ อีกด้วย  ระยะเวลาการอยู่อาศัยของชุมชน ยาวนานจากสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายถึงสมัยหัวเลี้ยวหัวต่อสมัยประวัติ ศาสตร์ และเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ตอนต้น คือ ตั้งแต่ช่วง 500-300 ปีก่อนคริสต์ศตวรรษถึงพุทธศตวรรษที่ 18  แต่ช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายถึงพุทธ ศตวรรษที่ 15  ซึ่งเป็นช่วงที่ชุมชนมีพัฒนาการด้านการผลิตเครื่องใช้  เครื่องประดับประเภทต่างๆ ที่ปรากฏให้เห็นเด่นชัดว่า  มีเทคนิคการผลิต  การตกแต่งอย่างประณีตสวยงาม 
 
 
 
 
           ภาพที่   ไหโบราณแบบต่างๆที่ขุดพบในเขตชุมชนบ้านเมืองไผ่
                        (ถ่ายโดย รุ่งโรจน์ อพรรัมย์ : 6 ก.พ.2557)
 
 
ภาพที่    การขุดพบไหดินเผา ที่มีโครงกระดูกมนุษย์ข้างใน สันนิฐานว่า เป็นพิธีการปลงศพ  โดยบรรจุลงในไหดินเผาแบบทั้งโครงและแบบบรรจุเพียงบางส่วน  ซึ่งพิธีการปลงศพแบบนี้เป็นประเพณีการปลงศพแบบโบราณ

ภาพตู้บ้านเมืองไผ่ จัดแสดงที่ศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
ภาพโดย ผศ.ดร.อโศก  ไทยจันทรารักษ์ (๒๕๖๓)
 
ภาพตู้บ้านเมืองไผ่ จัดแสดงที่ศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
ภาพโดย ผศ.ดร.อโศก  ไทยจันทรารักษ์ (๒๕๖๓)
 
ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 16-18 ชุมชนนี้ได้รับอิทธิพลทางการเมืองการปกครองและวัฒนธรรมขอม (เขมร)  เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน  สิ่งของเครื่องใช้และความเชื่อของชุมชนก็เปลี่ยนแปลงไป เช่น เครื่องปั้นดินเผาเป็นแบบเนื้อแกร่งเคลือบสีน้ำตาล (ดำ)  พบรูปเคารพและศาสนสถานที่ก่อด้วยศิลาแลง เป็นต้น  คติความเชื่อที่เห็นได้ชัด คือ มีการปลงศพ  โดยบรรจุลงในไหดินเผาแบบทั้งโครงและแบบบรรจุเพียงบางส่วน  ซึ่งพิธีการปลงศพแบบนี้เป็นประเพณีการปลงศพแบบโบราณ ที่มีการแพร่หลายในเอเชียทั้งบนผืนแผ่นดินใหญ่ เช่น อินเดีย จีน และในหมู่เกาะต่างๆ และไกลออกไปทางทิศตะวันออกถึงหมู่เกาะฟอร์โมซาและญี่ปุ่น  ประเพณีดังกล่าวปรากฏอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 8-16  เนื่องจากภาชนะที่ใช้บรรจุนี้เป็นกลุ่มภาชนะที่พบแพร่หลายตั้งแต่ชั้น วัฒนธรรมที่ 1-7  และแม้ว่าอิทธิพลอารยธรรมอินเดียจะเข้ามาปรากฏในวัฒนธรรมชั้นนี้แล้วก็ตาม  แต่ชุมชนยังปลงศพด้วยวิธีการบรรจุลงภาชนะดินเผา  สำหรับการบรรจุศพเพียงบางชิ้นลงในภาชนะเรียกกันว่า  เป็นการฝังศพครั้งที่ 2 โดยจะมีการทำความสะอาดโครงกระดูกอย่างดีแล้วบรรจุภาชนะฝัง  ซึ่งชุมชนโบราณบ้านเมืองไผ่และชุมชนโบราณแถบลุ่มแม่น้ำมูล-ชี มีลักษณะอยู่ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว  ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 16 เป็นต้นไป  พิธีปลงศพจึงเปลี่ยนเป็นการเผาศพ  แล้วนำอัฐิไปบรรจุภาชนะดินเผาแล้วนำไปฝัง  ซึ่งเป็นคตินิยมของพุทธศาสนิกชนนิกายเถรวาท  ซึ่งชุมชนโบราณนี้ก็พบภาชนะดินเผาเล็กๆ บรรจุอัฐิเช่นกัน  แสดงว่าแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ได้เริ่มรับอิทธิพลต่อชุมชนตั้งแต่พุทธศตวรรษ ที่ 16 เป็นต้นไป  (หน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมท้องถิ่น  ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์  วิทยาลัยครูบุรีรัมย์. มปป. "ศิลปกรรมท้องถิ่นบุรีรัมย์". เรวัตการพิมพ์. บุรีรัมย์. หน้า 57-60)  
(กรมธนารัษ์ : ๒๕๕๔)ชุมชนโบราณบ้านเมืองไผ่  มีแนวเขตกำแพงเมือง – คูเมือง  ตั้งอยู่ในเขตการปกครอง บ้านเมืองไผ่ หมู่ที่ ๑  และบ้านเมืองไผ่ถาวร หมู่ที่ ๒ ตำบลเมืองไผ่  อำเภอกระสัง  จังหวัดบุรีรัมย์  ห่างจากอำเภอกระสังไปทางทิศเหนือประมาณ ๙ กิโลเมตร  ในบริเวณแอ่งที่ราบโคราชทางตอนใต้ของแม่น้ำมูล  ระยะทางประมาณ ๓๕  กิโลเมตร  พื้นที่รองรับด้วยหินตะกอน  สภาพภูมิประเทศที่ตั้งเมืองเป็นที่ราบต่อเนื่องจากเนินหินภูเขาไฟ เขากระโดง  ซึ่งอยู่ห่างไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๑๐ กิโลเมตร  มีห้วยตารวก  และห้วยไผ่  ระบายน้ำจากเนินหินภูเขาไฟผ่านบริเวณทิศเหนือ และทิศใต้ของที่ตั้งเมืองแล้วไหลมาบรรจบกับด้านตะวันออกของตัวเมืองไผ่ ระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตร  จากนั้นไหลมารวมตัวกับห้วยกระเบื้อง  ซึ่งไหลผ่านเมืองสองชั้น เรียกว่าห้วยฟางไหลลงลำน้ำชีซึ่งระบายน้ำไปทางทิศเหนือลงนำน้ำมูลที่ตำบลกระโพ  อำเภอท่าตูม  จังหวัดสุรินทร์  และต่อไปทางทิศตะวันออกลงสูแม่น้ำโขงที่จังหวัดอุบลราชธานี
กำแพงเมือง – คูเมืองขุดล้อมรอบเนินในที่ราบที่ระดับความสูง ๑๔๐ เมตร  คูขุดชิดลำห้วยตารวก และลึกถึงระดับกักเก็บน้ำซ้อนกัน ๒ – ๓ ชั้น สลับด้วยคันดินยกระดับน้ำล้อมรอบบริเวณ ขนาด ๗๖๐ เมตร × ๗๖๐ เมตร เป็นลักษณะรูปแบบมุมมนคล้ายวงกลม  มีคันดินด้านนอกยกระดับรับน้ำจากด้านตะวันตกสู้คูเมือง  และระบายน้ำออกสู่แปลงนารอบด้านภายหลังขุดสระพัง  ขนาด ๑๓๐ × ๒๔๐ ด้านทิศใต้ของกำแพงเมือง – คูเมืองเพื่ออุปโภค บริโภค รูปถ่ายทางอากาศ พ.ศ.๒๕๑๙ และ พ.ศ.๒๕๒๙ แสดงให้เห็นการขุดลอกกำแพงเมือง - คูเมืองเพื่อกักเก็บน้ำ ทำให้คูเมืองบางตอนขยายใหญ่ขึ้นเหลือเพียงชั้นเดียวในปัจจุบัน
ความสำคัญในทางประวัติศาสตร์กำแพงเมือง – คูเมืองเป็นที่ทราบของชุมชนท้องถิ่นอย่างดี  เห็นได้จากการบันทึกไว้ในเอกสารการพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองไผ่ พ.ศ.๒๕๐๘ กรมศิลปากรได้สำรวจเบื้องต้น และขึ้นทะเบียนเมืองไผ่เป็นแหล่งโบราณคดี (กรมศิลปากร พ.ศ.๒๕๓๒) โดยไม่ได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน  การขุดหลุมสำรวจโบราณคดีภายในเขตเมือง เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๖ โดยนายสมมาตร  ผลเกิด นักโบราณคดี อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์  สถาบันราชภัฎบุรีรัมย์ หรือมหาวิทยาลัยราชภัฎในปัจจุบัน  ในความสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ พบหลักฐานแสดงถึงการตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยซ้อนกันอย่างน้อย ๓ ช่วงเวลาก่อนคนรุ่นปัจจุบันเข้าอยู่อาศัย คือ 
  1. ช่วงแรกในยุคโลหะ (พุทธศตวรรษที่ ๓ – ๘)
  2. ช่วงกลางในยุคประวัติศาสตร์ (พุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๔ )
  3. ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๖ – ๑๘
ได้พบโบราณวัตถุจำนวนมากและหนาแน่นกระจายอยู่ภายในเมือง และนอกเมือง  ตะกรันเหล็ก และเครื่องมือเหล็กพบในทุกช่วงเวลา แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการด้านเทคโนโลยีและการใช้ประโยชน์ต่อเนื่องในทุกยุคทุกสมัย (กรมธนารักษ์ พ.ศ.๒๕๕๓)
พ.ศ.๒๔๗๑ บ้านเมืองไผ่ได้จัดตั้งเป็นหมู่ที่ ๑๑ ขึ้นต่อตำบลห้วยราช  อำเภอเมืองบุรีรัมย์ มีผู้ใหญ่บ้านปกครองตามลำดับดังนี้
  1. นายเจ็น  ดำรงตำแหน่งเมื่อประมาณปี พ.ศ. เจ้าของต้นตระกูลนาขนานรัมย์  ซึ่งเป็นผู้ที่ชาวบ้านให้ความนับถือ
  2. นายสด  ดำรงตำแหน่งเมื่อประมาณปี พ.ศ. ไม่ทราบนามสกุล  เป็นคนที่อยู่คุ้มซีกตะวันตกของหมู่บ้าน
  3. นายคง  นิคงรัมย์ ดำรงตำแหน่งเมื่อประมาณปี พ.ศ. ในสมัยนี้ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๒ บ้านเมืองไผ่ตั้งขึ้นเป็นหมู่ ๑๒ ขึ้นต่อตำบลกระสัง อำเภอเมืองบุรีรัมย์
  4. นายเขียน  นิทะรัมย์  ดำรงตำแหน่งเมื่อประมาณปี พ.ศ. ในสมัยนี้เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๗ ตำบลกระสังได้จัดตั้งให้เป็น          กิ่ง อำเภอกระสัง  โดยบ้านเมืองไผ่เป็นหมู่ที่ 12 ตำบลกระสัง  กิ่งอำเภอกระสัง       จังหวัดบุรีรัมย์
  5. นายชื่น   นิทะรัมย์  ดำรงตำแหน่งเมื่อประมาณปี พ.ศ. ในสมัยนี้ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๑ บ้านเมืองไผ่ได้ยกฐานะขึ้นเป็น    ตำบลเมืองไผ่  บ้านเมืองไผ่เป็นหมู่ที่ ๑ ตำบลเมืองไผ่ กิ่งอำเภอกระสัง  จังหวัดบุรีรัมย์  ในปี พ.ศ.๒๕๐๒ กิ่งอำเภอกระสังได้ยกฐานะเป็น อำเภอกระสัง  จังหวัดบุรีรัมย์
  6. นายทอง   นาขนานรัมย์  ดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. ได้พัฒนาหมู่บ้านในทุกๆด้าน  ตลอดทั้งอนุรักษ์วัฒนะธรรมประเพณีเก่าแก่ให้อนุชนรุ่นหลังได้สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน
  7. นายทัน  พิรัมย์ ดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. ต่อมาเป็นกำนันตำบลเมืองไผ่ ในปีพ.ศ.๒๕๒๒ ได้แยกบ้านเมืองไผ่หมู่ที่ ๑ จัดตั้งเป็นหมู่ที่ ๑๒ บ้านบุตาแพง ตำบลเมืองไผ่ มีนายเปือย  อุทิศรัมย์  เป็นผู้ใหญ่บ้าน       ปี พ.ศ.๒๕๒๙  แยกบ้านเมืองไผ่อีกหนึ่งหมู่ เป็นหมู่ที่ ๑๖ บ้านเมืองไผ่ถาวร โดยมีนายฉิม  นิเรียงรัมย์เป็นผู้ใหญ่บ้าน ปี พ.ศ.๒๕๓๐ ตำบลเมืองไผ่ได้แยกตำบลเป็น ตำบลกันทรารมย์ 
 
ตำบลเมืองไผ่จึงเปลี่ยนแปลงหมู่บ้านใหม่ 9 หมู่บ้าน ดังนี้
หมู่ที่ ๑  บ้านเมืองไผ่
หมู่ที่ ๒  บ้านเมืองไผ่ถาวร
หมู่ที่ ๓  บ้านบุตาแพง
หมู่ที่ ๔  บ้านกลัน
หมู่ที่ ๕  บ้านอโณทัย
หมู่ที่ ๖  บ้านคันรุ้ง
หมู่ที่ ๗  บ้านสวายสอ
หมู่ที่ ๘  บ้านโคกกล้วย
หมู่ที่ ๙ บ้านตะโกเปียน
  1. นายทองใบ   อพรรัมย์  ดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. เป็นผู้ใหญ่บ้านที่มีคุณธรรม ได้บริจาคที่ให้ทางราชการสร้าง สถานีอนามัย (หลังเก่า) ปัจจุบันเป็นสนามกีฬา อยู่ทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน และบริจาคที่ดิน  ให้ทางราชการแห่งที่ ๒ ปัจจุบันได้สร้างสถานีอนามัย หรือโรงพยาบาลตำบลเมืองไผ่ในปัจจุบัน และได้รับการคัดเลือกให้เป็น พ่อตัวอย่างระดับตำบล ประจำปี ๒๕๔๘
  2.   นางสาวศิริพร  ขวัญศิวิลัย  ดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ.
  3. นายเกรียงศักดิ์   เจริญศิริ   ดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ.
  4. นายสาทิตย์   สืบกระกูลทอง ดำรงตำแหน่งเมื่อปี
  5. นายสมพงษ์   เกาะแก้ว  ดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ    . และได้รับเลือกตั้งเป็นกำนันตำบลเมืองไผ่ในปี พ.ศ.๒๕๕๕ จนถึงปัจจุบัน
 
หมู่ที่ ๒ บ้านเมืองไผ่ถาวร มีผู้ใหญ่บ้านปกครองตามลำดับ  ดังนี้
๑.  นายฉิม   นิเรียงรัมย์   ดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ.   ได้รับเลือกให้เป็นกำนันตำบลเมืองไผ่ เมื่อปี พ.ศ.
๒.  นายเจริญวุฒิ   พันธุ์รัตนศิลป์  ดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ   
๓.  ว่าที่ ร้อยตรี  เสนาะ   พรหมสวัสดิ์  ดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ   
๔.  นายชู    ขอเป็นไทย  ดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ   
๕.  นายทิน   อินเทศ  ดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ      ได้รับเลือกให้เป็นกำนันตำบลเมืองไผ่ เมื่อปี พ.ศ.
๖.  นายบุญจือ   ศิลาชัย   ดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ   
ในปัจจุบันได้มีหน่วยงานของภาครัฐที่สำคัญอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของชุมชนโบราณบ้านเมืองไผ่  คือ
  1. องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองไผ่
  2. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเมืองไผ่
  3. โรงเรียนบ้านเมืองไผ่
 
ชุมชนโบราณบ้านเมืองไผ่ มีวัด ๒ แห่ง คือ
  1. วัดแจ้งเมืองไผ่
  2. วัดโนนยายสม (ยายสร็อม)

          วัดแจ้งเมืองไผ่ เป็นวัดที่เก่าแก่ราว ๒๒๔ ปี นับจากวันก่อตั้งตามข้อมูลจากหนังสือประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม ๑๘ ของกองพุทธศาสนสถาน กรมศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ นับได้ว่าเป็นวัดที่เก่าแก่แห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์เลยก็ว่าได้ และมีประเพณีโบราณอันยาวนานสืบทอดมาหลายชั่วอายุคนดังจะกล่าวในทำเนียบเจ้าอาวาสวัดแจ้งเมืองไผ่ จากเอกสารวัดแจ้งเมืองไผ่ วัดเก่าแก่ที่มีอายุเกินกว่า ๒๐๐ ปี ของนายสนีย์ อะภรรัมย์ ได้แต่งไว้ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๗  ดังต่อไปนี้
ทำเนียบเจ้าอาวาสวัดแจ้งเมืองไผ่
  1. พระอาจารย์จันทร์ เป็นเจ้าอาวาสวัดแจ้งเมืองไผ่ ในราว พ.ศ.๒๓๓๐ ในระหว่างที่ปักกลดจำอยู่ในหมู่บ้าน พระคุณเจ้า ได้ออกแบบก่อสร้างกุฏิ และอุโบสถหลังแรก เป็นอุโบสถประกอบด้วย เสาไม้ ๑๖ ต้น หลังคาหน้าจั่วสูงมุงด้วยหญ้าคา ตีฝาผนังด้วยไม้กระดาน  ติดช่องประตูหน้าต่างพร้อมสรรพเสร็จแล้ว  ได้นำพระพุธรูปซึ่งทำด้วยไม้สะเตรา  มาจากบ้านตันเลื่อบ (บ้านทุ่งวังในอำเภอสตึก) ประดิษฐานเป็นพระประธานในอุโบสถ  บนฐานที่สร้างจากก้อนดินผสมแกลบปั้นเป็นลูกบาศก์ขนาด ๔×๔×๘ ลูกบาศ์นิ้ว วางซ้อนเป็นชั้นๆ เป็นฐานขนาด ๔×๔ ศอก ฐานสูง ๒ ศอก ๑ คืบ พระประธานเป็นพระพุทธรูปไม้ที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอกระสัง เป็นพระพุทธรูปที่แปลกจากพระพุทธรูปอื่นๆทั่วไป เพราะไม่สามารถบอกได้ว่า เป็นพระพุธรูปปางอะไร (ดังรูปพระพุทธรูปไม้องค์บน)

          ในราวปี พ.ศ.๒๓๓๑ ได้มีการจัดงานทำพิธีผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิต  มีพุทธศาสนิกชนมาจากทั่วทุกสารทิศ  ตลอดทั้งเจ้าขุนมูลนายจากเมืองต่างๆทั้งหลาย ได้มาร่วมทำบุญ  มีการฉลองสมโภชน์อันยิ่งใหญ่ด้วยวงปี่พาทย์ การละเล่นพื้นบ้านอันหลากหลาย  มีโรงครัวโรงทานพร้อมสรรพไว้บริการผู้ที่มาร่วมงานมิได้ขาด  ในสมัยนั้นถือว่างานผูกผัทธสีมาฝังลูกนิมิต เป็นงานมงคลอันยิ่งใหญ่ นักเลงพระได้ปลุกพระเครื่อง เครื่องรางของขลังต่างๆให้มีความศักดิ์สิทธิ์ฉมังเวทย์ยิ่งๆขึ้น  เพราะนานๆทีจะมีงานในลักษณะนี้สักครั้งหนึ่ง  พร้อมกันนี้ ยังได้มาเยี่ยมญาติสนิทมิตรสหาย  หรือยังได้ทำความรู้จักมักคุ้นเพื่อการคบหาสมาคมเป็นเครือญาติมิตรสหายกันสืบไป
  1. หลวงพ่อเรือง  เป็นเจ้าอาวาสในลำดับต่อมาราวปี พ.ศ.๒๓๖๘ เนื่องจากเป็นวัดที่มีผัทธสีมา จึงมีการจัดงานพิธีอุปสมบทพระภิกษุ สามเณรที่วัดนี้ก่อนวันเข้าพรรษาเป็นประจำทุกปี  ในสมัยนั้นชุมชนเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก  ในระหว่างเดือนอ้าย  ถึงเดือนสามจะมีการจัดงานเทศน์มหาชาติซึ่งถือว่าเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ของชุมชน  การจัดแต่ละครั้ง จะมีพุทธศาสนิกชนในหมู่บ้านและหมู่บ้านใกล้เคียงทั้งใกล้ และไกล ได้จัดจตุปัจจัยเป็นกัณฑ์เทศน์  จัดเป็นขบวนใหญ่ แล้วแห่มาร่วมงานทำบุญที่วัดเป็นเวลาหลายวัน  ตามความเลื่อมใสศรัทธา  จะขาดมิได้คือการบรรเลงเพลงวงปี่พาทย์  เป็นวงประจำหมู่บ้าน โดยศิลปินผู้มีความสามารถในหมู่บ้าน
  2. หลวงพ่อเยาะ  เป็นเจ้าอาวาสในราวปี พ.ศ.๒๔๙๐ เป็นพระอาจารย์ที่มีความรู้เก่งกล้าในด้านไสยศาสตร์  ด้านคาถาอาคมอยู่ยงคงกระพัน  ด้านเมตตามหานิยม  และเป็นหมอแผนโบราณรักษาโรคด้วยสมุนไพร  ชุมชนใกล้ไกล เลื่อมใสศรัทธามาก จึงได้นำลูกหลานมาฝาก หรือผู้คงแก่เรียนโดยเฉพาะชายฉกรรจ์จากทั่วสารทิศ ได้มาฝากตัวเป็นศิษย์  เพื่อร่ำเรียนตำราตามต้องการของตน  หรือของผู้ปกครอง  เนื่องจากพระคุณเจ้าได้จำพรรษาที่วัดนี้เป็นเวลายาวนาน ดังนั้น จึงมีลูกศิษย์ของหลวงพ่อมากมายกระจายกันอยู่ในเขตอีสานใต้  และลูกศิษย์บางรุ่นก็ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน
  3. หลวงพ่อสงวน  เป็นเจ้าอาวาสในราว พ.ศ.๒๔๕๖ พระคุณเจ้าจำพรรษาอยู่ที่วัดได้ไม่นานนัก ก็ธุดงค์จาริกแสวงบุญไปที่อื่น ตามความเลื่อมใสของพระภิกษุสงค์ในสมัยนั้น
  4. หลวงพ่อโพน  เป็นเจ้าอาวาสในราวปี พ.ศ.๒๔๖๐ เมื่ออายุ ๒๐ ปี เพราะพระคุณเจ้าได้บวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ ๘ ปี ได้ร่ำเรียนตำราพระธรรมจากพระอาจารย์ในวัดเรื่อยมาจนอุปสมบถเป็นพระภิกษุ ก็ได้รับการนิมนต์ให้เป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดแจ้งเมืองไผ่ในทันที  หลวงพ่อโพน เป็นพระภิกษุรูปงาม และมีกิจวัตรที่เป็นเลิศ เคร่งในพระธรรมวินัย จึงเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั่วทุกสารทิศ  จนเลื่องลือไปจนถึงสำนักพระราชวัง  และได้มีพระราชสาส์น ให้หลวงพ่อโพนเข้าเฝ้าฯ แต่ด้วยบุญบารมี หรือวาสนาไม่เพียงพอไม่อาจทราบได้  พระคุณเจ้าก็ด่วนมรณภาพเสียก่อน เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๐ สร้างความเศร้าโศกเสียใจแก่ชาวพุทธบริษัทเป็นอย่างยิ่ง
ในสมัยหลวงพ่อโพน ตลอดอายุขัยของการเป็นเจ้าอาวาส  ได้บูรณปฏิสังขรณ์บวรสถานวัตถุต่างๆ มากมาย  โดยเฉพาะอุโบสถหลังแรกที่ทรุดโทรมลงเป็นอย่างมาก ในปี พ.ศ.๒๔๗๕  พระคุณเจ้าได้เกณฑ์แรงกาย  แรงทรัพย์ และแรงศรัทธาของพุทธบริษัทที่เลื่อมใส  จัดหาวัสดุ อุปกรณ์การก่อสร้างปฏิสังขรณ์อุโบสถ เช่น เตรียมเสาไม้  เครื่องเครา  หล่อกระเบื้องมุงหลังคา ฯลฯ มีนายเตียว และนายทอง จากบ้านคันรุ้ง เป็นหัวหน้าชั่งดำเนินการก่อสร้าง  โดยรื้อหลังเก่าออกทั้งหลัง  แล้วสร้างขึ้นใหม่แทนที่หลังเก่า กลังคาหน้าจั่วสูง เสริมซ้อนกันเป็นสองชั้น มุงด้วยกระเบื้องหล่อขึ้นเอง จนแล้วเสร็จในปี พ.ศ.๒๔๗๙ แล้วนำพระประธานมาประดิษฐานไว้อย่างเดิม  นับเป็นอุโบสถที่สวยสง่างามมากในสมัยนั้น  โดยเฉพาะเสา เป็นเสาแปดเหลี่ยมขนาดใหญ่จำนวน ๒๔ ต้น มีลวดลายบัวหงาย บัวคว่ำตรงหัวเสา  หน้ามุขด้านหน้าและด้านหลังแกะสลัก (ดังรูปที่) แกะสลักประตู หน้าต่าง เพดาน แล้วทาสีสวยงาม สำหรับเสาไม้โบสถ์หลังเก่า ได้เอาไปสร้างสะพานข้ามห้วนลำไผ่ (ห้วยรันเดง) อันเป็นเส้นทางสัญจรไปมาระหว่างบ้านเมืองไผ่กับบ้านอโณทัย
 
 
   
  1. วัดโคกสูง  ตั้งอยู่บนเนินดินใจกลางหมู่บ้าน เป็นวัดร้าง
  2. วัดธรรมถาวร  มีหลวงพ่อโงนเป็นเจ้าอาวาส
  3. วัดคันธารมณ์  มีหลวงพ่อเม็งเป็นเจ้าอาวาส
  4. วัดกระสัง  (วัดท่าสว่าง ไม่ทราบนามเจ้าอาวาส)
  5. วัดลำดวน  ไม่ทราบนามเจ้าอาวาส
  6. วัดโคกเหล็ก  ตำบลสามแวง  มีหลวงพ่อสมเป็นเจ้าอาวาส
  7. วัดบ้านใหม่  ตำบลสามแวง  มีหลวงพ่อต๊ะ เป็นเจ้าอาวาส
  8. วัดห้วยราช  มีหลวงพ่อคลิดเป็นเจ้าอาวาส
ทุกวัดที่กล่าวมา  ในสมัยนั้นล้วนอยู่ในเขตบริมณฑลของตำบลห้วยราชทั้งสิ้น  ในการจัดงานพิธีอุปสมบถที่วัดแจ้งเมืองไผ่แต่ละครั้ง  จัดได้ว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่งานหนึ่งไม่แพ้งานเทศน์มหาชาติ  เนื่องจากสมัยนั้นหาวัดที่มีพัทธสีมายากนัก  และอุปสมบถแต่ละครั้งต้องใช้เวลาหลายวัน  เพราะจะมีการแห่นาคด้วยกระบวนช้าง (เป็นการยกฐานะของผู้ที่จะอุปสมบถ) ไปยังวัดต่างๆในปริมณฑลใกล้เคียง  เพื่อให้พุทธศาสนิกชนในหมู่บ้านต่างๆจะได้มีโอกาสร่วมทำบุญอนุโมทนาส่วนบุญส่วนกุศลได้อย่างทั่วถึง  ขบวนแห่นาคเมื่อไปถึงวัดใดก็จะหยุดพักเพื่อนาคจะได้ทำพิธีกราบลาอุปสมบถ ในระหว่างการพัก  ก็จะมีการแสดงการต่อสู้ระหว่างช้างกับม้าบนบริเวณลานกว้างที่ทางวัดจัดให้  โดยมีเจ้าของขี่หลังคอบบังคับหรือสั่งการต่อสู้  สร้างความเร้าใจและหวาดเสียวแก่ผู้เข้าชมเป็นอย่างยิ่ง  หลังจากแห่ผ่านมาได้หลายวัดซึ่งใช้เวลาหลายวัน  ขบวนแห่ก็จะมารวมกันในวัดที่จัดพิธีอุปสมบถเตรียมเข้าสู่พิธีการอุปสมบถต่อไป  พระเถระผู้เป็นพระอุปัชฌาย์  สมัยนั้นนิยมนิมนต์หลวงพ่อทางเจ้าอาวาสวัดในจังหวัดบุรีรัมย์ (ไม่ทราบว่าวัดใด)  มาเป็นพระอุปัชฌาย์  ซึ่งหลวงพ่อท่านก็ไม่เคยขัดศรัทธา  ท่านจะเดินทางมาเอง และมาก่อนอย่างน้อย ๓ วัน  ด้วยพาหนะเกวียนมรประทุนเทียมวัวคู่ที่มีแอกและสายรัดคอวัวที่ห้อยกระดิ่งหลายขนาดเป็นพวง  เวลาเกวียนเคลื่อนที่ไปก็จะดังกังวานดั่งเสียงดนตรีที่หาฟังได้ยากในโลกปัจจุบัน  เอกลักษณ์นี้พุทธศาสนิกชนล้วนทราบดีว่าหลวงพ่อท่านทางนี้แน่นอน เมื่อมาถึงบริเวณจัดงาน  หลวงพ่อจะให้ทางวัดสร้างกุฏิที่จำวัดชั่วคราว  แล้วหลวงพ่อจะเป็นผู้บริหารงาน  และเตรียมงานร่วมกับหลวงพ่อวัดต่างๆ  สำหรับนาคบ้านไกล  จะต้องเตรียมปัจจัยมาค้างแรมที่วัด  หรือที่บ้านญาติเป็นเวลาหลายวันกว่าพิธีการจะเสร็จสิ้น  หลังจากทำพิธีอุปสมบถเรียบร้อยแล้ว  ก็จะแห่พระภิกษุไปจำ ณ วัดภูมิลำเนาเดิม
หลวงพ่อโพน ท่านเป็นพระนักพัฒนา  ซึ่งนอกจากจะสร้างอุโบสถแล้ว  ยังได้สร้างศาลาโรงธรรม(ศาลาปริยัติธรรม)  อันมีธรรมมาสน์ทรงสูงติดบันไดหลายขั้น แกะสลักลวดลายเป็นรูปพญานาค  เพื่อใช้ในงานเทศน์มหาชาติ  ต่อมาศาลานี้ได้จัดเป็นสถานที่ให้การศึกษาเปิดเป็นโรงเรียนประชาบาล เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๗  ในระดับชั้นประถมศึกษา  โดยมีนายสุข ประพิน เป็นครูใหญ่  ได้สร้างสะพานข้ามหนองน้ำ  ขุดลอกสระน้ำไว้ให้ชุมชนได้อุปโภคบริโภค  บูรณะศาลเจ้าประจำเมือง  ศาลยายสม(ยายสร็อม ที่วัดโนนยายสมปัจจุบัน) ศาลหลักเมือง  และอื่นๆอีกมากมาย  จนมรณภาพเมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๐ รวมอายุได้ ๔๐ ปีเท่านั้น จากนั้นหลวงพ่อเม็ง วัดคัณธารมณ์  ได้มาจัดการดำเนินการบริหารงานชั่วคราว
  1. พระอธิการดืน  ชินปะตะโต  เป็นเจ้าอาวาสเมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๒  เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อเยาะ จึงเก่งในด้านไสยศาสตร์  รักษาคนถูกคุณไสย จนมีลูกศิษย์มากมาย  ต่อมาได้ลาสิกขาเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๑ และออกไปมีครอบครัวอาศัยอยู่ในหมู่บ้านไกล้ๆกับบริเวณวัด ท่านเป็นผู้ที่มีคุณธรรมจึงสั่งสอนลูกหลานจนได้ดีหลายคน ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว
  2. พระอธิการพลาง  ศาลานุโล  เป็นเจ้าอาวาสเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๒ เนื่องจากพระคุณเจ้าเคยเป็นเจ้าอาวาสที่วัดธรรมถาวร(บ้านคันรุ่ง)มาก่อน  แล้วได้ลาสิกขาออกไปสร้างครอบครัวจนมีลูกหลานหลายคน แต่มีปัญหาทางครอบครัวจึงได้เลิกรากันไป  ต่อมาทางวัดขาดเจ้าอาวาสชาวบ้านได้ขอร้องให้ท่านบวชอีกครั้ง เพื่อปกครองดูแลวัดมิให้เป็นวัดร้าง  ท่านจึงบวช และได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสในเวลาต่อมา  ท่านได้นำพาชาวบ้านรวมกันสร้างอนุสรณ์สถานเจดีย์บรรจุอัฐิของหลวงพ่อโพน  จนแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๕  เนื่องจากภรรยาที่เลิกกันไปนั้นได้กลับมารังควานเป็นประจำ  เพื่อตัดปัญหามิให้ศาสนามัวหมอง  ท่านจึงได้ลาสิกขาในปีนั้นเอง
  3. พระอธิการสมร  วิถูโร (ตามอล) เป็นเจ้าอาวาสเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๕  ได้รื้อกุฏิหลังเก่าที่ทรุดโทรมตามกาลเวลา  ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของอุโสถ  แล้วไปสร้างกุฏิหลังใหม่ทางทิศอีสาน (ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ) ของอุโบสถจนแล้วเสร็จ  และลาสิกขาเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๔  ออกไปมีครอบครัว ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่
จากนั้น วัดแจ้งเมืองไผ่ก็ขาดพระผู้เป็นเจ้าอาวาส  แต่ยังได้หลวงพ่อพูน  อารักขโย  เจ้าอาวาสวัดบ้านเมืองโพธิ์ ตำบลสามแวง อำเภอห้วยราชในขณะนั้น  (ปัจจุบันเป็น ตำบลเมืองโพธิ์ อำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์) และหลวงพ่อจาด วัดคันธารมณ์ โดยช่วยกันดูแลวัดเพื่อไม่ให้เป็นวัดร้าง  จึงได้ส่งพระลูกวัดมาปกครองดูแลหลายรูปเช่น พระภิกษุซิม  พระภิกษุสมุน เป็นต้น ซึ่งพระภิกษุทั้งสองรูปอยู่ดูแลปกครองวัดได้ไม่นาน ก็ลาสิกขาออกไปมีครอบครัวตามลำดับ (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว)
ในระหว่างที่ยังขาดเจ้าอาวาส  หลวงพ่อทั้งสอง คือหลวงพ่อพูน อารักขโย และหลวงพ่อจาด ได้สร้างความเจริญมาสู่หมู่บ้านเมืองไผ่หลายอย่าง เช่น สร้างโรงเรียนขึ้นใหม่ในที่สาธารณะ ห่างจากหมู่บ้านไปทางทิศอีสาน(ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ) ห่างจากหมู่บ้าน ๗๐๐ เมตร โดยตั้งชื่อว่า “โรงเรียนบ้านเมืองไผ่ พูนคุรุราษฏร์วิทยาคาร ”  สร้างสถานีอนามัยประจำหมู่บ้าน โดยมีนายทองใบ อพรรัมย์ บริจาคที่ดินให้ในขณะนั้น และมีคุณหมอบุญเลิศ  เจริญศิริ ประจำการอยู่   ได้สร้างถนนไปอำเภอกระสังให้ชื่อว่า “ถนนอารักขยาประชานุสรณ์” ทำให้การสัญจรติดต่อกับอำเภอสะดวกขึ้น และใกล้ขึ้น
  1. พระอธิการสุวรรณ  พรหมจาโร  เป็นเจ้าอาวาสในปี พ.ศ.๒๕๑๒ เป็นพระจาริกจากประเทศกัมพูชา  ซึ่งแสวงบุญอยู่ในเขตประเทศไทยเป็นเวลานานเนา  หลวงพ่อเป็นพระนักพัฒนา ปฏิสังขรณ์ได้บูรณะโบสถ์ด้วยการเปลี่ยนกระเบื้องหลังคาที่แตกเป็นส่วนออก  แล้วมุงด้วยสังกะสีแทน  สร้างฐานพระประธานด้วยคอนกรีตรอบฐานเก่าให้มีขนาดใหญ่ และสูงกว่าเดิม  ยกพื้นโบสถ์ให้สูงขึ้น แล้วปูพื้นด้วยคอนกรีต  ก่อผนังด้วนอิฐฉาบปูน  แต่ไม่แล้วเสร็จเนื่องจากขาดปัจจัย  และหลวงพ่อมีธุระทางบ้าน  จึงเดินทางกลับประเทศกัมพูชา  เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๖  ภายหลังได้กลับมาและได้เป็นเจ้าอาวาสวัดกระชาย ตำบลบ้านด่าน อำเภอเมืองบุรีรัมย์ (ปัจจุบันเป็นวัดกระชาย ตำบลบ้านด่าน อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์)ปัจจุบันมรณภาพแล้ว
  2. พระภิกษุสนาน  รตนาโค (ตาโฮ)  รักษาการเจ้าอาวาส  ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๘ เป็นพระอธิการสนาน รตนาโค  ในระหว่างนี้ได้มีการจัดการศึกษาพระธรรมวินัยอย่างจริงจัง  แต่ละปีได้ส่งนักศึกษาพระธรรมวินัยไปสอบสนามหลวงหลายรูป หลายคน สอบได้นักธรรมตรีบ้าง  ได้นักธรรมโทบ้าง ญาติธรรม  และพุทธศาสนิกชนมีความเลื่อมใสนิยมเข้าวัดเข้าวาร่วมทำบุญในวันสวนะและวันสำคัญทางศาสนาอยู่เป็นนิจ  มีการจัดกิจกรรมธรรมะ  เช่น การโต้วาทีธรรมะนอกจากนี้ยังได้พัฒนาอาณาบริเวณวิสุงคามให้เป็นสัดส่วน  ทำให้น่าดู น่าอาศัย และน่าจูงใจให้เข้าวัดเข้าวาสม่ำเสมอ  ท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่ไม่นาน  ได้ลาสิกขาเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๐ ออกไปมีครอบครัวปัจจุบันนี้  ท่านยังไผ่ใจในการศึกษาพยายามหาความรู้อยู่เสมอ และช่วยกิจการวัดเสมอมา
  3. พระอธิการเทือก  ธัมมะธีโร  เป็นเจ้าอาวาสเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๐ ได้นำเนื้อดินจากการขุดลอกหนองตาเมียน  มาถมบริเวณวัด  ตลอดทั้งสระน้ำเก่าแก่ภายในวัดจนทำให้อาณาบริเวณที่กว้างขวางจากนั้นได้ทำการปลูกป่าให้ความร่มรื่นมีสัตว์ปีกนานาชนิดได้อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก  ต่อมาท่านได้สร้างสำนักสงฆ์ขึ้นในที่สาธารณะเนินยายสม(ยายสร็อม)ทางทิศใต้ของทางหมู่บ้าน  และมีผู้บริจาคที่ดินให้บางส่วน  สร้างจนแล้วเสร็จ ตั้งชื่อว่า “วัดโนนยายสม” แล้วท่านก็จำพรรษาอยู่ที่นี่ตลอดไม่ยอมกลับวัดแจ้งเมืองไผ่  ปัจจุบัน มรณภาพแล้ว
  4. พระอธิการสุรัตน์  พรหมจาโร  เป็นเจ้าอาวาสเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๔  ได้ปรับแต่งอาณาบริเวณวัดด้วยการใช้รถแทรคเตอร์ไถเกลี่ยและปรับแต่งให้อยู่ในประเด็นเดียวกัน  โดยเฉพาะดินรอบโบสถ์  ซึ่งสูงกว่าที่อื่น  ก็ได้ปรับแต่งให้ต่ำลง  ทำให้ฐานโบสถ์แลเห็นสูงเด่นเป็นสง่า  จากนั้นได้นำหินก้อนใหญ่มาวางเรียงรอบฐานโบสถ์เป็นชั้นๆแล้วฉาบด้วยคอนกรีตป้องกันการพังทลาย  ได้บูรณะซ่อมแซมหลังคาโบสถ์โดยเปลี่ยนไม้แป เป็นเหล็กทั้งหมด  แล้วมุงหลังคาด้วยกระเบื้องลอนใหญ่  ได้สร้างกุฏิอีกหนึ่งหลังเป็นกุฏิสองชั้น  สร้างกำแพงวัดโดยรอบได้ ๓ ด้าน สร้างซุ้มประตูเข้าออกทางทิศตะวันออก ๑ ที่ และนายฉิม  นิเรียงรัมย์ พร้อมญาติได้สร้างถวายซุ้มประตูเข้าออกทางทิศตะวันตกอีก ๑ ที่  พระคุณเจ้าได้ริเริ่มการรณรงค์การปลูกป่าเพื่อให้เป็นป่าชุมชน  การได้พัฒนาวัดและสร้างถาวรสถานหลายอย่าง  จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาในด้านการสร้างสรรค์  ทำให้ชาวบ้านได้ร่วมใจกันจัดกองผ้าป่าสามัคคีมาทอดถวายเป็นประจำทุกปี  แต่กระนั้นพระคุณเจ้าก็อยู่ได้ไม่นานต้องลาสิกขาเพื่ออยู่ร่วมกับครอบครัวที่จังหวัดสุรินทร์ ปัจจุบัน เสียชีวิตแล้ว
  5. พระอธิการบุญห่ม  สุภาทะโร  เป็นเจ้าอาวาสเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๓  เป็นพระเทศน์ในคณะธรรมทูตสายที่ ๖  ของคณะธรรมทูตจังหวัดสุรินทร์  เป็นหลวงพ่อนักพัฒนาทั้งในด้านจิตใจ  และด้านถาวรวัตถุ  ได้จัดตั้งศูนย์การศึกษาธรรมประจำตำบลเมืองไผ่  ได้บูรณปฏิสังขรณ์เจดี อนุสรณ์สถานหลวงพ่อโพน ให้อยู่ในสภาพที่ดีขึ้นเพื่อเป็นที่เคารพสักการะของพุทธบริษัทสืบไป  ร่วมกับผู้นำชุมชน หมู่ ๑ หมู่ ๒ และผู้มีจิตศรัทธาสร้างเมรุจนแล้วเสร็จ จากนั้นท่านได้มรณภาพเมื่อวันที่................เดือน....................พ.ศ.๒๕